
1. เช็กเอกสารรถยนต์ประวัติย้อนหลัง วิธีเช็กรถมือสอง อย่างแรกต้องดูเอกสารที่เกี่ยวกับรถทั้งหมด ซึ่งจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียด โดยเฉพาะตัวเล่มรถยนต์ควรดูให้ดีว่าเลขตัวถังและเลขเครื่องยนต์ตรงกับที่แสดงในเล่มหรือไม่ ถัดมาย้อนดูในส่วนรายการบันทึกของเจ้าหน้าที่ว่ามีการบันทึกอะไรบ้าง เช่น ประวัติการเปลี่ยนเครื่องยนต์, การดัดแปลงตัวถัง, ประวัติการออกเล่มใหม่แทนเล่มเก่า (ในกรณีชำรุดหรือสูญหาย) เป็นต้น ส่วนที่มองข้ามไม่ได้เลย คือ รายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อดูว่าเปลี่ยนมือมาแล้วกี่คน ชื่อเจ้าของคนล่าสุดตรงกับบัตรประชาชนหรือไม่ และอีกจุดก็คือประวัติรายการภาษีให้เทียบสีหมึกของแต่ละปีให้ดี ๆ หากสีหมึกดูใหม่เท่ากันหมดให้ตั้งขอสงสัยเอาไว้ก่อนว่าอาจจะเสี่ยงเป็นเล่มรถของปลอม
2. เช็กเลขไมล์บนหน้าปัด วิธีเช็กไมล์รถมือสอง ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เพราะเป็นหลักฐานที่ชี้วัดว่ารถคันนี้ผ่านการใช้งานมากขนาดไหน หากคุณกำลังสงสัยว่าเลขไมล์ดูไม่ค่อยสอดคล้องกับสภาพรถ แนะนำให้ลองดูตามอุปกรณ์ส่วนต่าง ๆ เช่น คันเร่ง, พวงมาลัย, แผงตามประตู, ความสกปรกของเครื่องยนต์ และ ความสัมพันธ์ของเลขไมล์น้อยกับวันที่จดทะเบียนรถ เป็นต้น การกรอเลขไมล์แล้วมาหลอกขายมือสองมีโทษตามกฎหมายมาตรา 391 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ที่ทำผิดต้องถูกดำเนินคดีข้อหาหลอกลวงประชาชนด้วยการปกปิดความจริง ตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2549 มาตรา 343 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ content-80-2
3. เช็กสภาพตัวถังของรถ ตัวถังของรถยนต์ส่วนแรกที่คุณจะได้เห็น ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนที่รถคันดังกล่าวจะนำมาขายบางคันอาจอาจผ่านการซ่อมสีและตัวถังมาก่อนเพื่อปรับสภาพรถ วิธีเลือกรถมือสองในข้อนี้ แนะนำให้ลองสังเกตด้วยตามเปล่าดูก่อนว่ารูปทรงของตัวถังดูปกติดีมั้ย ช่องว่างระหว่างประตูและตัวถังเท่ากันหรือไม่ อีกสิ่งที่ต้องสังเกตให้ดีคือสีของตัวถัง เบื้องต้นให้ลองเคาะดูก่อนว่าเสียงเป็นยังไง หากรู้สึกว่าเสียงแน่น ๆ ทึบ ๆ และรู้สึกได้ว่าสีเป็นคลื่น ๆ ไม่เรียบเนียน เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ารถคันนี้ผ่านการทำสีหลายชั้นเพื่อปกปิดร่องรอยที่มีปัญหา
4. เช็กตะเข็บรอบตัวถัง ตะเข็บและอาร์กของตัว คือ ส่วนที่มีการประกบและยึดติดระหว่างชิ้นส่วนของตัวถังและส่วนประกอบอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน จุดนี้หลายคนมักมองข้ามไปแต่ละส่วนจะมีการปกปิดด้วยซีลยาง ถ้าหากพบความผิดปกติตามจุดต่าง ๆ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเคยโดยชนและผ่านการซ่อมหนักมาก่อน โดยจุดที่ควรเช็กก่อนซื้อรถมือสองมีดังนี้ คานหน้ารถ จุดนี้ให้สังเกตตัวนอตตามจุดต่าง ๆ ว่าถูกยึดครบทุกตัวหรือไม่ คานมีสีที่ดูใหม่กว่าส่วนอื่นรึเปล่า และสติกเกอร์แนะนำการใช้งานที่แปะมาจากศูนย์ยังอยู่ครบมั้ย แก้มทั้ง 2 ข้าง ต้องมีรอยนูนใกล้ ๆ ตะเข็บในระยะเท่ากันทั้ง 2 ข้าง ขอบประตูทุกบาน ส่วนนี้หลายคนไม่ค่อยสังเกตเพราะมีซีลยางขอบประตูปิดไว้ แนะนำให้ดึงซีลยางออกมาถ้าหากรอยอาร์กตามขอบยังอยู่ครบและมีความสม่ำเสมอถือว่าปกติ บริเวณท้ายรถใต้กระโปรงหลัง ต้องมีรอยอาร์กกับรอยนูนในระยะเท่ากันทั้ง 2 ข้าง และต้องไม่มีรอยไหนหายไปแม้แต่รอยเดียว content-80-3
5. เช็กระบบส่งกำลังทั้งหมด วิธีเลือกรถมือสองที่ต้องให้ความสำคัญพอ ๆ กับตัวถังคือ ระบบส่งกำลังเป็นหัวใจหลักที่ทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนได้ โดยมี 3 ส่วนหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องผ่านการตรวจเช็กดังนี้ เครื่องยนต์ การเช็กเครื่องยนต์ เบื้องต้นควรสังเกตตั้งแต่การเดินเครื่องว่าเป็นยังไง ถ้าเครื่องไม่นิ่งจะทำให้รอบเครื่องสะดุดตอบขับ ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำความเร็วได้ไม่สม่ำเสมอ ถัดมาให้สังเกตเสียงว่ามีอะไรที่ผิดแปลกไปจากรถทั่วไปมั้ย สีควันท่อไอเสียต้องใสไม่มีสีขาวหรือสีดำออกมา ซึ่งควันสีใสคือการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ที่สุด นอกจากนี้ยังมีรายการที่ต้องตรวจเช็กอีก เช่น รอยรั่วน้ำมันเครื่อง สภาพของหม้อน้ำ สภาพสายพานและสายเคเบิลต่าง ๆ สภาพขั้วแบตเตอรี่ ระดับของเหลวทั่วหมด เกียร์ ปัญหาของระบบเกียร์จะมีทั้งเกียร์กระตุก เกียร์ไม่เปลี่ยนรอบ เสียงเฟืองเกียร์หอน มากไปกว่านั้นในเกียร์ออโต้ยังมีอาการเข้าเกียร์ D แล้วรถไม่เดินหน้า ปัญหาเหล่านี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเกียร์ไม่สมบูรณ์ ซึ่งถ้าเกียร์พังขึ้นมาต้องเปลี่ยนอย่างเดียว และราคาเกียร์ลูกใหม่ค่อนข้างสูงไม่คุ้มกับราคารถที่จ่ายไป ดังนั้นวิธีเลือกรถมือสองในข้อนี้ แนะนำให้ลองเข้าเกียร์ให้ครบทั้งหมด และทดลองขับเพื่อสังเกตการเคลื่อนตัวของรถ ซึ่งจะต้องเร่งความเร็วที่สอดคล้องกับรอบเครื่อง ไม่มีอาการสะดุดหรือกระตุก ช่วงล่าง ปัญหาที่พบบ่อยคือเรื่องของเสียงในระหว่างขับ เช่น เสียงดังแกรก ๆ ในจังหวะเลี้ยว มีเสียงดังกุก ๆ ตอนขับในเส้นทางขรุขระ หรือรู้สึกถึงความย้วยทรงตัวไม่ดี อาการเหล่านี้คือปัญหาช่วงล่างเสื่อมสภาพ สามารถซ่อมเฉพาะจุดได้ไม่จำเป็นต้องรื้อเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด แต่ถ้าทดลองขับแล้วพบเสียงผิดปกติหรืออาการสั่นสะเทือนมาก ๆ หากนำไปซ่อมเองอาจจะต้องลงทุนพอสมควร ข้อนี้ต้องพิจารณาให้ดีว่าคุณพร้อมรับมือกับค่าใช้จ่ายหรือไม่ แนะนำว่าลองเปรียบเทียบกับรถคันอื่น ๆ ดูก่อนตัดสินใจเพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว
6. เช็กระบบไฟและส่วนประกอบอื่น ๆ สุดท้ายให้ลองเช็กอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบไฟฟ้าดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เช่น ไฟส่องสว่างคู่หน้า ไฟคู่ท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว แอร์ต้องทำความเย็นได้ดีไม่มีกลิ่นอับ พวงมาลัยต้องหมุนได้รอบ ๆ ไม่ฝืดไม่ค้างและคืนตัวได้ และที่สำคัญต้องเช็กระบบล็อกรถด้วยว่ายังใช้งานได้ปกติรึเปล่า
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ : https://www.toyotasure.com/contentdetail/contentdetailsui/ID20231102-426


