- ไม่จำเป็นต้องรอให้แบตเตอรี่เสื่อมจนสตาร์ทไม่ติด
ควรเอาใจใส่และเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่ต้องรอ ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าเป็นแบตเตอรี่แบบเปียก (มีช่องกลม ๆ ไว้เปิดเติมน้ำกลั่นได้เองและต้องได้รับการดูแลสม่ำเสมอ) หรือแบบกึ่งแห้ง (ส่วนใหญ่จะถูกซีลปิดไว้ไม่เห็นช่องเติมน้ำกลั่นแบบนี้ไม่ต้องการการดูแลมากนัก) มักจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยไม่เกิน 2-3 ปี แต่ถ้าเป็นแบตเตอรี่แบบแห้งที่มีราคาสูงมากจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเท่าตัวหรืออาจมากกว่านั้น
- ตรวจสภาพแบตเตอรี่เป็นประจำ
ถึงแม้ปัจจุบันแบตเตอรี่รถยนต์บางประเภทอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลเลยตลอดอายุการใช้งาน (Maintenance Free) แต่เราแนะนำว่าถ้ามีโอกาสควรตรวจเช็กสภาพแบตเตอรี่เป็นประจำอย่างน้อยทุก ๆ สองปี โดยเฉพาะเมืองไทยที่มีสภาพอากาศร้อนแทบจะตลอดทั้งปี (แบตเตอรี่ทุกแบบกลัวร้อนทั้งสิ้นและความร้อนส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น)
- เลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดพอดีกับรถ
ทุกครั้งที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่โดยเฉพาะเมื่อให้ร้านนำมาเปลี่ยนให้ ควรตรวจสอบหรือย้ำให้แน่ใจว่าแบตเตอรี่ใหม่นั้นมีขนาดที่ถูกต้องและสามารถวางได้พอดีกับฐานแบตเตอรี่รถของคุณ โดยดูได้จากคู่มือประจำรถหรือสอบถามจากร้านที่จำหน่ายได้โดยตรง หรือถ้ายังไม่แน่ใจให้ระบุย้ำไปเลยว่านำมาใช้กับรถยี่ห้อ-รุ่นปีอะไรเพื่อความถูกต้อง
- เลือกความจุแบตเตอรี่ให้เหมาะสม
ถ้าเป็นรถเดิม ๆ ตามสเปคจากโรงงานนั้นแทบจะไม่มีอะไรยุ่งยากสำหรับการเลือกเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เราสามารถยึดตามของเดิมได้เลย (ถ้าไม่แน่ใจว่าเดิมให้เช็กจากคู่มือประจำรถ) และไม่ควรลดขนาดความจุของแบตเตอรี่ (หรือแอมป์) ลงโดยเด็ดขาด เพราะผู้ผลิตรถยนต์นั้นคำนวณแอมป์ที่เหมาะสมกับการใช้งานของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ไว้แล้ว
- เลือกแบตเตอรี่ที่ให้กำลังสตาร์ทเพียงพอ
กำลังสตาร์ทที่ว่าจะถูกระบุด้วยค่า CCA (Cold-Cranking Amps) ซึ่งเป็นคนละค่ากับขนาดความจุของแบตเตอรี่ (Ah หรือแอมแปร์-ชั่วโมง) ที่ไว้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในรถยนต์ เพราะจะเป็นค่าที่บอกว่าแบตเตอรี่ลูกนั้นมีความสามารถในการจ่ายไฟเพื่อให้มอเตอร์สตาร์ทดึงไฟไปใช้ในการสตาร์ทเครื่องยนต์ (ซึ่งจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ) ได้แค่ไหน ซึ่งเครื่องยนต์แต่ละขนาดต้องการค่า CCA ไม่เท่ากัน ยิ่งเครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุมากก็ต้องการค่า CCA มากตามไปด้วย อย่างไรก็ตามค่า CCA ของแบตเตอรี่แต่ละยี่ห้ออาจใช้มาตรฐานในการวัดต่างกันซึ่งมีทั้ง SAE, EA, IEC และ DIN ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต เพราะฉะนั้นจะดูค่า CCA เฉพาะตัวเลขอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้และควรต้องดูทั้งหมดว่าตัวเลขที่ระบุนั้นใช้มาตรฐานใดวัด แต่ไม่ว่าจะใช้มาตรฐานใดค่า CCA ไม่ควรต่ำกว่าที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้
- เลือกแบตเตอรี่ที่ผลิตใหม่เสมอ
แบตเตอรี่ใหม่ที่ยังไม่ถูกจำหน่ายและใช้งานก็สามารถเสื่อมคุณภาพลงได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้แบตเตอรี่ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดควรเลือกแบตเตอรี่ที่ผลิตไว้ไม่เกิน 6 เดือน โดยจะมีรหัสเฉพาะระบุไว้และไม่ได้ซับซ้อนขนาด Davinci Code ซึ่งอาจใช้ตัวเลขและตัวอักษรแทน วัน/เดือน/ปี ที่ผลิต แค่อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ เช่น อักษรแทนเดือน ตัวเลขแทนปี เป็นต้น
- ควรรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่า
แบตเตอรี่เก่ามีค่าและนำไปรีไซเคิลได้ ร้านค้าที่จำหน่ายแบตเตอรี่มักจะรับเทิร์นแบตเตอรี่เก่าอยู่แล้วโดยส่วนใหญ่จะนำไปลดราคาแบตเตอรี่ลูกใหม่ให้เลย ดังนั้นอย่าลืมสอบถามว่าแบตเตอรี่ลูกใหม่ราคาเท่าไรและราคาดังกล่าวหักค่าเทิร์นแบตเตอรี่เก่าไปแล้วหรือยัง
- เปรียบเทียบการรับประกัน
เป็นอีกข้อที่สำคัญมาก ๆ และไม่ควรมองข้ามสำหรับการเลือกแบตเตอรี่ใหม่ก็คือเราควรตรวจสอบการรับประกันแบตเตอรี่ของทางร้านค้าที่ซื้อทุกครั้ง เพราะอาจระบุระยะเวลารับประกันต่างกัน ซึ่งโดยปกติแล้วแบตเตอรี่รถยนต์จะมีระยะเวลารับประกันตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 2 ปี แล้วแต่ยี่ห้อของแบตเตอรี่
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก : https://www.pfcmate.co.th